Personal tools
สารบัญ
Thaischolar Email Log in
แจ้งจุดบกพร่องของเว็บไซต์
 

สมพลนาท สัมปัตตะวนิช

Document Actions
Images
Somponnat Sampattavanich Somponnat Sampattavanich
Harvard U., Massachusetts Ph.D. – Biomedial Engineering ทุนเล่าเรียนหลวง


สวัสดีครับ กลับมาครั้งนี้ พบกับนักเรียนทุนซึ่งอยู่ในเขตใกล้เมืองหลวงนี่เอง หลายสัปดาห์ที่ผ่านๆ มา เราก็พบกับนักเรียนที่ประสบปัญหามาหลายท่าน ครั้งนี้ เปลี่ยนบรรยากาศมาพบกับนักเรียนที่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาเลย การศึกษาของเขาดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ราบรื่นเหมือนมีคนปูทางไว้แล้ว แต่จะเป็นอย่างไรที่แท้จริงนั้น เราคงต้องไปคุยกับเขาดูครับ

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับการสำเร็จปริญญาตรี และได้รับรางวัลจาก Johns Hopkins U. มาหมาดๆ ช่วยเล่าเกี่ยวกับการศึกษาตั้งแต่แรกมาสหรัฐฯ ให้เพื่อนๆ ฟังหน่อยครับ
ผมได้รับทุนเล่าเรียนหลวงมาศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมโดยเริ่มเรียนที่ Taft School, Connecticut แล้วก็ศึกษาปริญญาตรีที่ Johns Hopkins U. สาขา Biomedical Engineering และกำลังจะไปเรียนต่อที่ Harvard-MIT ครับ ที่เลือกเรียนสาขานี้ ก็เพราะได้คุยกับอาจารย์หลายๆ ท่าน ซึ่งได้แนะนำว่าเป็นสาขาที่น่าสนใจ ประเทศไทยแทบไม่มีใครศึกษาทางสาขานี้อย่างจริงจัง อีกทั้งได้คุยกับรุ่นพี่คนไทยหลายๆ ท่าน จึงตัดสินใจเลือกทางสาขานี้  การเรียนแพทย์ในเมืองไทยนั้น ยังคงเป็นการเรียนแบบเดิมๆ นักเรียนรุ่นใหม่ๆ ก็จะเรียนแบบเดียวกับที่รุ่นพี่ๆ เรียนกันมา รู้อะไรก็รู้เหมือนๆ กัน หากได้ไปเรียนทางนี้ในต่างประเทศก็จะเป็นสิ่งใหม่ที่เราจะได้นำความรู้ใหม่ๆ เข้ามาให้รุ่นน้องๆ ในอนาคต

น้องปัตคงสอบเอนทรานซ์ได้ใช่ไหมก่อนจะตัดสินใจมาศึกษาในสหรัฐฯ
ครับ ก็ติดแพทย์ศิริราช แต่สละสิทธิ์เพื่อรับทุนมาศึกษาต่อครับ

มีผู้อ่านถามถึงทุนเล่าเรียนหลวงมาเป็นครั้งคราว ช่วยเล่าเกี่ยวกับทุนเล่าเรียนหลวงให้ฟังหน่อยครับ ว่ามีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง
สำหรับผม ทุนเล่าเรียนหลวงนี่ ความจริงแล้วมีข้อผูกมัดมากกว่าทุนอื่นๆ ทุกแบบครับ นักเรียนทุนอื่นๆ อาจจะค้านว่าไม่จริง ทุนเล่าเรียนหลวงไม่ต้องชดใช้ทุน ไม่ได้บังคับให้รับราชการหรือทำงานกับใคร ดูแล้วเหมือนไม่มีข้อผูกมัดแต่อย่างใด  แต่จริงๆ แล้ว ทุนนี้ผูกมัดมากครับ เป็นการผูกมัดทางใจ เมื่อเราได้รับทุนนี้แล้ว เรารู้สึกได้ว่า เขาไม่ขออะไรจากเราเลย เขาให้เราทุกอย่าง เรามีอิสระ ไม่มีพันธะเมื่อสำเร็จ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่ามีบุญคุณที่ต้องทดแทนครับ

ในตอนที่สำเร็จจาก JHU ได้รับรางวัลด้วย ช่วยเล่าให้ฟังถึงรางวัลนี้หน่อยครับ
ทุกปี JHU ก็จะมอบรางวัลเป็นปกติให้แก่นักเรียนที่คัดเลือกมาแล้วว่าทำคะแนนได้สูงสุด รางวัลที่ได้รับมีชื่อว่า Richard J. Johns Award ความจริงมันก็ไม่มีอะไร แค่ประกาศนียบัตรใบหนึ่ง แต่สิ่งที่เราได้นั้น เป็นความภูมิใจมากกว่า ยิ่งเราเป็นนักเรียนต่างชาติที่แย่งคนอเมริกันมาด้วยนั้น ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามีคุณค่าครับ

หากผู้อ่านทราบ จะไม่แปลกใจเลยว่ารางวัลนี้สมควรกับน้องปัตเป็นอย่างยิ่ง น้องปัตเรียนเก่งมาตั้งแต่มัธยมแล้ว จนมาถึงปริญญาตรีที่เพิ่งสำเร็จ การเรียนแทบทุกวิชาเป็น A เกือบหมด เพิ่งจะเห็น B เพียงตัวเดียวตั้งแต่ศึกษามา ขอถามว่ามีเคล็ดลับการศึกษาอย่างไรครับ
คงไม่เรียกว่าเคล็ดลับดีกว่า แต่จะเป็นการปฏิบัติอย่างไรกับการเรียนครับ สิ่งแรกก็คือ ผมเลือกเรียนในวิชาในสิ่งที่ตนเองสนใจจริงๆ เพราะเมื่อเป็นสิ่งที่เราชอบ เราอยากรู้ เราก็ไม่เบื่อ อยากอ่านหนังสือเพื่อให้รู้จริงๆ รู้มากขึ้น เพราะไม่มีใครมาบังคับเรา เราอ่านเราศึกษาก็เพื่อตัวเราเอง และอีกสิ่งก็คือตั้งใจเรียนในชั้นครับ การศึกษาแบบอเมริกันนี่ ไม่มีใครมาคอยเทคแคร์เรา หากเราสนใจไม่ปล่อยปละละเลย มีคำถามมีปัญหา ก็เข้าหาเข้าถามอาจารย์ การเรียนก็น่าจะราบรื่นครับ สิ่งที่เราเรียนเราทำนั้น เป็นการทำทุกๆ วันด้วยความขยัน วันละน้อย แต่สม่ำเสมอ ไม่ใช่เก็บไว้แล้วมากๆ ค่อยมาดูมาอ่านกันก่อนสอบ แบบนั้น คงไม่มีทางจะทำได้ดีครับ

เห็นผลการศึกษาของน้องปัตแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างช่างง่ายเหลือเกิน อยากทราบว่า การศึกษาไม่เคยประสบปัญหาเหมือนคนอื่นๆ เลยหรือครับ
ปัญหาหรือครับ สำหรับผม คงไม่มี แต่ถ้าจะบอกว่าท้อบ้าง ก็เป็นบางคราวครับ คนอื่นอาจจะมองว่าได้เกรดดีอย่างนี้ มีอะไรที่ต้องท้อ หรือจะไปมีปัญหาได้อย่างไร อันนี้ ตัวเรารู้เองครับ เมื่อเราเรียนมาได้ดีตลอด ได้เกรดสูงๆ มาตลอด เราก็คาดหวังสูงตามไปด้วยครับ เมื่อคราใดที่ทำผลออกมาได้ไม่ตรงตามหวัง ก็จะมีท้อนิดหน่อยครับ แต่จริงๆ แล้วไม่มากครับ

น้องปัตสำเร็จปริญญาตรีในเวลาเพียง 3 ปี คงลงทะเบียนเรียนมากทุกเทอมใช่ไหมครับ
ตอนแรกผมกะว่าจะทำ Master ควบคู่ไปด้วยเลย ก็ลงทะเบียนเรียนเทอมละ 19-20 หน่วย ซึ่งเมื่อได้ถึงประมาณ 124 หน่วยก็สามารถจบได้ พอปรึกษาอาจารย์ ก็ได้คำแนะนำว่า การเรียนทางสาขานี้ หากจบปริญญาโทก็คงทำงานไปได้ แต่ถ้าจะข้ามไปเรียนปริญญาเอกเลย ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนโท ส่วนใหญ่จะเป็นงาน Research ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็สามารถจบปริญญาตรีตอนนี้ แล้วเข้าโปรแกรมเอกเลย

มีคนมักจะพูดว่า เด็กเรียนหรือที่รู้จักกันว่า Book Smart ก็คงจะรู้จักแต่เรียนอย่างเดียว เรื่องรอบตัว เที่ยวสนุกสนานเฮฮา หรือที่เรียกกันว่า Street Smart นั้นคงอาจจะไม่เก่งเหมือนเกรดในชั้นเรียน สำหรับน้องปัตแล้ว คิดว่าคำสบประมาทนี้เป็นจริงเท็จอย่างไร อยากทราบว่า น้องปัตมีกิจกรรมอื่นๆ งานอดิเรก กีฬา หรือสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากการเรียนบ้าง ในยามว่าง หรือนอกเวลาเรียนครับ
ตอนนี้ผมก็เรียนเทควันโดอยู่อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ยามว่างก็ออกกำลังกายบ้าง ส่วนมากก็จะใช้ Health center ของโรงเรียน เที่ยวมีแน่นอนครับ ยามที่มีช่วงปิดยาวๆ ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ไปมาหลายแห่ง ไม่ว่า Florida, California ฯลฯ อีกมากมายหลายที่ จริงๆ แล้ว หากเราแบ่งเวลาเป็น เราไม่จำเป็นต้องเรียนแบบหัวปักหัวปำอย่างที่คนเขาเรียนว่า “เด็กเรียน” เลยครับ เรียนเป็นเวลา เล่นเป็นเวลา ปัญหาจะมาจากไหนได้

สำหรับที่จะไปศึกษาต่อที่ Harvard-MIT นี่ สมัครไปอย่างไรถึงได้รับทุนด้วย และทุนที่ได้รับเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้างครับ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ
ความจริงก็สมัคร JHU ไว้ด้วยครับ ก็ได้ทั้งสองที่ แต่เลือกไป Harvard, Harvard-MIT Division of Health Science & Technology คือก่อนตัดสินใจก็ได้ปรึกษาอาจารย์ด้วยครับ คือมีความประทับใจในตัวอาจารย์เป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว อาจารย์ยังอายุน้อยๆ กันทั้งนั้น แค่ 30 กว่าๆ ก็เป็นดอกเตอร์กันแล้ว แสดงให้เห็นว่าเขาเทรนนักวิทยาศาตร์ออกมาได้ดี สอนก็เก่ง นั่นเป็นสิ่งที่มีความประทับใจอยู่แต่แรก แล้วก็ดูจากโปรแกรมทั้งของสองแห่งเปรียบเทียบ ก็เห็นว่า Harvard-MIT มี Resource ที่แตกต่างไปจาก JHU เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ทำในแลปหรือที่อื่นๆ ได้หมด ทุนที่ได้รับนั้นก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลยครับ เราก็ได้รับค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียน ค่าประกันสุขภาพ ตลอดโปรแกรม

น้องปัตมีความคิดหรืออุดมคติอย่างไรกับการที่ได้เป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงครับ
อย่างที่ได้กล่าวมาก่อนนะครับ ถึงทุนเล่าเรียนหลวงจะไม่มีข้อผูกมัด แต่ผมมีความรู้สึกผูกมัดทางใจ ต้องกลับไปเมืองไทยแน่นอนครับ แต่กว่าจะจบปริญยาเอกนี่ ต้องใช้เวลาอีกถึง 6-7 ปี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้เวลากันอย่างน้อย 6 ปีครึ่งแน่ๆ  อยากนำความรู้ทางสาขา BioMed นี้กลับไปพัฒนาบ้านเราครับ สาขานี้เริ่มจะเป็นสาขาที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจ แต่ประเทศไทยเรายังขาดบุคคลากรทางด้านนี้อย่างมาก ยังไม่มีคนรู้จริงลึกซึ้งทางด้านนี้เท่าไร ซึ่งก็ทราบจากเพื่อนๆ ในเมืองไทยด้วย  สิ่งที่อยากกลับไปทำก็คือ อยากเป็นอาจารย์ครับ และอยากจะเปิดศูนย์วิจัยทางด้านนี้ ซึ่งการจะทำศูนย์วิจัยได้ ก็ต้องมีผู้รู้จักงานด้านนี้อย่างแท้จริง อาจจะเป็นม.มหิดล หรือจุฬาฯ ก็ได้เป็นที่เริ่มต้น หากถึงเวลาข้างหน้านั้น ยังไม่มีศูนย์วิจัยทาง Biomedical เกิดขึ้น ก็อยากจะเป็นผู้ริเริ่มเอง หรือถ้ามีแล้ว ก็จะไปช่วยกันพัฒนา ทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อวงการแพทย์ไทยเราจะได้พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งครับ  และสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งก็คืออยากให้ทุกหน่วยงานมองเห็นความสำคัญของงานวิจัย ให้เห็นว่างานวิจัยแต่ละอย่างมีความน่าสนใจ หากรัฐบาลฯ ให้ความสนับสนุนด้วย จะยิ่งทำให้ประเทศเราพัฒนาไปได้รวดเร็วขึ้นครับ

การที่เรียนเก่งและมีผลงานเป็นที่น่าประทับใจ ประกอบกับได้ทุนมาตลอดแบบนี้  วันหนึ่งข้างหน้าอาจจะมีคนต้องการดึงตัวไว้ทำงาน มีเงื่อนไขที่สูงดึงดูดใจ จนทำให้ไขว้เขว ลังเลที่จะกลับบ้านเรา น้องปัตมีความคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ
ผมบอกได้เลยว่ากลับแน่นอนครับ เพราะคุณพ่อผมเป็นทหารด้วย ซึ่งผมเองก็ได้รับการปลูกฝังมาอยู่แล้วถึงความรักชาติ มีอุดมการณ์ ผมก็มีสิ่งนี้เหมือนคุณพ่อ คือพูดง่ายๆ ว่าเรามี High impact เราภูมิใจที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับชาติ มากกว่าที่จะเป็นคนเก่งที่ทำเงินมหาศาล  หากจะทำงานที่นี่คงจะเป็นชั่วคราว เพื่อทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับชาติมากกว่า อย่างเช่นสร้าง connection ระหว่างประเทศ เพื่อให้โอกาสรุ่นน้องๆ ได้มีสัมพันธ์ภาพ อาจจะมีการบินไปมาระหว่างประเทศตลอดปี อะไรทำนองนี้ แต่คงไม่ใช่ทำงานเพื่อรายได้ที่งามเพื่อความสุขสบายของตัวเองแน่  ผมเลือกที่จะเป็นคนที่ทำประโยชน์ เหนือการที่จะเป็นเพียงคนเก่ง

ขอคำแนะนำให้กับเพื่อนๆ รุ่นน้องที่กำลังอ่านอยู่ ในทุกๆ ด้านของการมาใช้ชีวิตนักศึกษาไทยในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษาครับ
สำหรับรุ่นน้องที่สนใจมาศึกษาต่อนั้น  อยากให้มีความคิดใหม่ คือ ไม่ยึดติดกับความรู้เก่าๆ มองโลกให้กว้าง เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เราจะเห็นอะไรมากกว่านั้น  การ “เลือกเรียน” เป็นสิ่งสำคัญ  เลือกเรียนในสิ่งที่เราชอบ เลือกเรียนสาขาที่มีโอกาสโตในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นต้น   เมื่อยามเรียน ตั้งใจกับวิชาที่ศึกษา ให้มี Passion กับสิ่งที่ตัวเองทำ ค้นหาว่าสิ่งที่เราชอบคืออะไร มันจะกลายเป็นความสุขเมื่อเราทำมันได้ดี

ขอบคุณน้องปัตมากครับ บอกได้เต็มปากว่าประทับใจจริงๆ ไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องการศึกษา แต่อุดมคติ และความคิดของนักเรียนทุนอีกราย ที่เราบอกได้ว่า เราไม่เพียงแต่เลือกคนเก่งส่งมา แต่เราได้เลือกคนดี คนที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศในอนาคตด้วย หวังว่าคงติดตาม “เพื่อนนักเรียนทุน” กันต่อไปนะครับ สวัสดี

by OEA last modified 2005-10-05 15:20

สงวนลิขสิทธิ์ Copyright, All rights reserved. © 2000-2010 by Office of Educational Affairs

1906 23rd Street, N.W., Washington D.C. 20008 Tel. (202)667-8010 Fax. (202)265-7239