ขวัญรวี สิริกาญจน (จอย)
Dr. Joy Sirikanchana
Growing up in Thailand's capital city, Bangkok, Dr. Joy Sirikanchana experienced unpleasant water and air quality, which inspired her to solve problems of environmental pollution. She followed her dream all the way to the San Francisco Bay area where as a post doctoral researcher, she worked to prevent fecal contamination. As part of a research team at University of California, Davis, Sirikanchana helped developed a better monitoring method to identify sources of fecal pollution in recreational coastal and estuarine water. The method protects California's residents and tourists along the coastal area from waterborne disease.
Sirikanchana, who is 29, has international experience in the field of water quality. Graduating first in her undergraduate class, she subsequently worked in a Thailand consulting firm, improving the water supply and treating municipal solid waste within many Thai cities. She came to the U.S. for post graduate studies focusing both her master's work and her doctoral dissertation on the efficacy of known water treatments on emerging microbiological threats to the water supply. The results of her work helped the US Environmental Protection Agency assess new microbial candidates for drinking water regulation.
With the goal of improving her home country's environmental quality, Sirikanchana will leave the US this year and return to Thailand. She will join research teams at the Chulabhorn Research Institute in Southeast Asia specializing in environmental health problems of developing countries.
Sirikanchana earned her bachelor's degree in environmental engineering from Chulalongkorn University, Bangkok Thailand, and her master's degree and Ph.D. in civil and environmental engineering from the University of Illinois Urbana-Champaign. She resides in Davis, CA.
Source: http://www.asce.org/kids/newfaces.cfm
สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่เกริ่นมาข้างต้นจากเวปของ American Society of Civil Engineers นั้น ครั้งนี้ขอแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก ดอกเตอร์คนใหม่ที่เพิ่งสำเร็จกลับไปพร้อมรางวัล 2009 New Faces in Civil Engineering ติดมือกลับบ้าน มาพบกับดร.จอย กันเลยนะครับ
ช่วยเล่าเกี่ยวกับรางวัลนี้หน่อยครับ
จอยเพิ่งได้รับรางวัลวิศวกรโยธาหน้าใหม่ประจำปี 2009 (2009 New Faces in Civil Engineers) จากสมาคมวิศวกรโยธาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Society of Civil Engineers; ACSE) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 ค่ะ รางวัลนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ National Engineers Week New Faces of Engineering program ซึ่งเป็นโครงการในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีจุดประสงค์ ดังนี้
1. สนับสนุนส่งเสริมกลุ่มวิศวกรหน้าใหม่ (อายุไม่เกิน 30 ปี) ที่มีความรู้ความสามารถ และมีผลงานที่โดดเด่นรวมทั้งมีศักยภาพที่จะสร้างชื่อเสียงและความก้าวหน้าในวิชาชีพวิศวกรรมต่อไป
2. สร้างแรงบันดาลใจแก่นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในการที่จะค้นหาทางเลือกในการประกอบอาชีพวิศวกรรม รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาให้สนใจเลือกเรียนวิศวกรรมในระดับมหาวิทยาลัย
3. เน้นย้ำให้นักเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์เข้าใจถึงบทบาทของวิชาชีพวิศวกรรมซึ่งเป็นวิชาชีพที่สำคัญต่อการพัฒนาของโลก
รางวัลที่จอยได้รับนี้ ทางสมาคม ASCE ได้คัดเลือกวิศวกรรุ่นใหม่จำนวน 10 คน จากบรรดาผู้สมัครทั้งหมด ทั่วโลก โดยผู้สมัครนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกของสมาคมค่ะ ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกก็คือ ความสำเร็จในวิชาชีพวิศวกรและประโยชน์ต่อสังคมจากงานที่ทำ
คร่าวๆ เกี่ยวกับ “ความสำเร็จในวิชาชีพวิศวกรและประโยชน์ต่อสังคมจากงานที่ทำ” หน่อยครับ
เกณฑ์การคัดเลือกในการได้รับรางวัลนี้ คือ ความสำเร็จของวิศวกรที่อายุยังน้อย (ไม่เกิน 30 ปี) โดยความสำเร็จนั้น ก็วัดได้จากผลงานทางวิศวกรรมของเรา ต้องเป็นประโยชน์และมีผลต่อคนหมู่มากในสังคมค่ะ ซึ่งก็เป็นเกณฑ์การวัดที่จอยคิดว่าเหมาะสม เพราะการที่เราจะได้ทำงานที่เป็นโครงการใหญ่ มีผลต่อคนจำนวนมากนั้น อย่างแรกเลย แสดงให้เห็นว่าเราได้รับการไว้วางใจให้ทำงานใหญ่นั้นได้ และอย่างที่สอง คือ เราต้องมีความสามารถพอที่จะจัดการงานนั้นให้สำเร็จได้ด้วย จะเห็นว่า ในบรรดาผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ส่วนมากทำงานสายวิชาชีพ คือเค้าก็จะได้ออกแบบ ก่อสร้าง จัดการ หรือควบคุมระบบ และโครงการใหญ่ๆ แต่จอยทำสายงานวิจัย ซึ่งผลงานวิจัยล่าสุดของจอย ที่ทำในขณะเป็น post-doc ที่ UC Davis ก็มีประโยชน์ต่อคนจำนวนมากเช่นกัน เพราะเป็นการตรวจหาแหล่งที่มาของการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคในน้ำผิวดิน เช่น แม่น้ำ อ่าว ทะเล เป็นต้น เมื่อเราทราบแหล่งที่มา เราก็สามารถควบคุมได้ถูกจุด ก็แก้ปัญหาการปิดชายหาด และการป่วยเป็นโรคจากการติดเชื้อของคนที่ไปเที่ยวทะเล เที่ยวชายหาดได้ค่ะ
จอยคิดว่า การใช้ตัวอย่างชีวิตจริงของผู้ที่ประสบความสำเร็จมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นนั้น เป็นวิธีการที่ได้ผลเพราะเมื่อคนมาอ่านประวัติของผู้ได้รับรางวัลเหล่านี้ ก็จะเกิดแรงจูงใจและคิดสนใจในอาชีพนี้ค่ะ อย่างเรื่องราวของจอย ก็เป็นตัวอย่างของงานอีกด้านหนึ่ง สำหรับอาชีพวิศวกร นอกจากนี้ สิ่งอื่นที่จอยคิดว่ามีส่วนทำให้เราได้รับคัดเลือก ก็คงเป็นแรงบันดาลใจของเรา ที่สนใจด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมาตั้งแต่ต้น และความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะกลับมาทำงานเพื่อประเทศไทยต่อไปค่ะ ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้วิศวกรชาวอเมริกันและชาติอื่นๆ สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะปัญหาท้องถิ่นในประเทศอเมริกาเท่านั้น
อยากให้เล่าถึงวิธี “การสมัคร” ให้ฟังสักหน่อย สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งมาไม่นานจะได้เห็นภาพ และได้คิด ได้มองหรือวางแผนวันข้างหน้าไว้ว่า อยากสมัครรับทุนหรือชิงรางวัลทำนองนี้ได้อย่างไร
รางวัลนี้จอยทราบข่าวจากจดหมายข่าวรายสัปดาห์ (Weekly newsletter) ที่ทางสมาคม ASCE ส่งมาทาง email ค่ะ ก็เลยมีโอกาสได้อ่านเกณฑ์การคัดเลือกและคุณสมบัติผู้สมัคร ก็คิดว่ามีสิทธิสมัครได้ค่ะ จึงกรอกใบสมัครส่งไป สำหรับเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนใจ ก็อยากแนะนำใน 2 เรื่องค่ะ คือ (1) การหาทุนหรือรางวัล และ (2) การกรอกใบสมัคร ค่ะ
ในส่วนแรก เราต้องรู้ก่อนว่ามีการประกาศเรื่องทุนหรือรางวัลที่ไหนบ้าง ถ้าอยู่ในแลบที่มีข้อมูลเยอะ บางทีอาจารย์ก็จะคอยแนะนำเราได้ แต่เราก็ไม่ต้องรออาจารย์ฝ่ายเดียว เราอาจจะเข้าไปดูเวบไซด์ของมหาวิทยาลัย หรือของภาควิชา บางทีเค้าจะมีรวบรวมเอาไว้ การสมัครเป็นสมาชิกจดหมายข่าวของสมาคมทางวิชาชีพ (professional organizations) ก็สำคัญค่ะ บางสมาคมเราก็สมัครได้ฟรี แต่บางที่ก็ต้องเสียค่าสมาชิกค่ะ แต่แนะนำว่า ถ้าเป็นสมาคมที่เกี่ยวกับสายวิชาเราโดยตรง เราก็ควรสมัครไว้ค่ะ จะได้ติดตามข่าวสารในวงการของเราได้ ส่วนมากค่าสมาชิกสำหรับนักเรียนจะไม่แพง บางทีอาจารย์ที่ปรึกษาอาจจะช่วยออกค่าส่วนนี้ให้ได้ด้วยค่ะ ในระดับมหาวิทยาลัย เราก็สมัครเข้าใน mailing list ของสมาคม เช่น Graduate Student Association หรือ Postdoctoral Scholar Association เป็นต้น บางทีเค้าก็จะส่งประกาศรับสมัครทุนต่างๆมาให้ค่ะ ที่สำคัญคือ เราต้องใส่ใจ เข้าไปหาดูค่ะ
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือ การกรอกใบสมัคร และ ส่งบทความ (statement) ไปให้ตรงกับเกณฑ์การคัดเลือกที่เค้ากำหนดค่ะ เพราะตรงนี้คือจุดตัดสิน คือจุดให้คะแนนจากคณะกรรมการ พอดีจอยได้มีโอกาสไปเป็นกรรมการคัดเลือกรางวัลการให้ทุนของบางสมาคม ก็จะพอทราบว่าสิ่งที่สำคัญมากคือเราต้องเขียน บรรยายคุณสมบัติของเราให้ได้ ให้ตรงกับเกณฑ์การตัดสิน เพราะคณะกรรมการเค้าไม่รู้จักเรา แต่เค้าตัดสินจากสิ่งที่เราเขียนไปค่ะ คือถ้าเราไม่บอกไป เค้าก็ไม่รู้ ขอยกตัวอย่างการสมัครทุนค่าเดินทางไปงานประชุม (Travel awards) สมมุติว่าหนึ่งในเกณฑ์การตัดสินคือ ความสำคัญของการเข้าร่วมงานประชุมนี้ต่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพของเรา ถ้าเราไม่เขียนบอกไปว่างานประชุมนี้เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในสายงานเรา จัดขึ้นแค่ 3 ปีครั้ง และเรากำลังหาตำแหน่ง post-doc อยู่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องไปร่วมงานประชุมนี้ เพื่อไปเจอผู้ทรงคุณวุฒิในสายงานของเรา อะไรอย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้ คณะกรรมการที่ตัดสินเราเค้าก็ไม่ให้คะแนนเราในส่วนตรงนี้ค่ะ แล้วบางครั้งคะแนนของผู้สมัครแต่ละคนจะใกล้เคียงกันมาก หนึ่งหรือสองคะแนนบางทีก็มีผลทำให้เราได้หรือไม่ได้ทุนหรือรางวัลนั้น ดังนั้น ถ้าเรามีข้อมูลสำคัญอะไร ก็ควรเขียนไปให้หมด ให้ตรงกับเกณฑ์ที่เค้าจะให้คะแนน
ไม่เพียงแค่ความภูมิใจส่วนตัว แต่การได้รับรางวัลเช่นนี้ ย่อมมีทั้งประโยชน์ และยังสร้างชื่อเสียง อย่างน้อยเมื่อใครได้ยินชื่อประเทศไทย ก็เท่ากับเป็นการแนะนำประเทศให้ได้รู้จักไปในตัว น้องจอยเล่าความรู้สึก หรือความเห็น ให้ฟังหน่อยครับ
ภูมิใจค่ะ รางวัลที่ได้นี้ ถือเป็นรางวัลให้ตัวเอง และให้ประเทศชาติด้วย สมาคม ASCE นี้ ถือเป็นสมาคมทางวิชาชีพอันดับหนึ่งของอเมริกาในด้านวิศวกรรมศาสตร์โยธาค่ะ (วิศวกรรมศาสตร์สิ่งแวดล้อม เค้าถือรวมอยู่ในวิศวกรรมศาสตร์โยธาค่ะ) ซึ่งหมายความว่า ก็จะมีคนเข้ามาอ่านข้อมูลข่าวสารของทางสมาคมเยอะ ก็จะมีคนเห็นชื่อประเทศไทยด้วย จอยก็ภูมิใจที่ได้มีส่วนเผยแพร่ให้ชาวอเมริกันและชาติอื่นๆ ได้รู้จักประเทศไทยและคนไทยที่มีความสามารถเทียบเท่าต่างชาติ แต่จอยคิดว่า ที่สำคัญที่สุดคือ อยากให้เรื่องของจอยเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนทุนคนไทยด้วยกัน ได้หาโอกาสสร้างชื่อให้กับประเทศเราบ้าง นักเรียนไทยของเรา เก่งๆ กันทั้งนั้นนะคะ ขอเป็นกำลังใจในการสมัครทุนและรางวัลต่างๆ ค่ะ จริงๆ จอยก็พอทราบว่ามีนักเรียนไทยเราได้ทุนได้รางวัลกันมาเยอะเหมือนกันนะคะ ทั้งระดับมหาวิทยาลัย ระดับประเทศ หรือระดับนานาชาติ ถ้าทางสนร.สามารถรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาได้ แล้วนำมาตีพิมพ์ในเวบไซด์ ก็จะเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจที่ดีมากต่อนักเรียนทุนรุ่นน้องๆ ค่ะ ก็เป็นอีกความคิดนึงค่ะ
มีอะไรอยากแนะนำรุ่นน้องๆ บ้างครับ ทั้งในเรื่องการศึกษา งานวิจัย ผลงาน การเข้าร่วมสัมนาต่างๆ ฯลฯ ในระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตศึกษาในต่างแดน
สิ่งที่สำคัญเบื้องต้นที่อยากให้ตระหนักไว้ตลอดเวลา คือ เรารับเงินจากประเทศไทยมา เราเป็นหนี้บุญคุณประเทศชาติค่ะ เวลาที่ใช้ไปขณะเรียนต่อก็มีค่ามาก เราควรมีเป้าหมายชัดเจน หากไม่ชัดเจนแล้ว เวลาเรามีปัญหาในการเรียน ทำงานวิจัยไม่ออก เรียนหนัก เหนื่อย เราก็จะท้อแท้ได้ง่ายค่ะ เพราะการเรียนโท เอก นั้นใช้เวลานานแล้ว ยิ่งไปอยู่ไกลบ้านด้วยค่ะ ที่อยากแนะนำน้องๆ ก็คือเป้าหมายขั้นต่ำ 3 ข้อหลักๆ ที่ควรตั้งใจไว้ว่าจะต้องได้รับ เมื่อมาเรียนต่อต่างประเทศค่ะ ขอเรียกว่า หลัก 3 E’s นะคะ ก็มี Education, English, และ Experience ค่ะ
Education ขอรวมเรื่องการศึกษาและทักษะที่เกี่ยวกับการศึกษาและวิจัยมาไว้ในข้อนี้ค่ะ เมื่อเรามาเรียนต่อ ก็แปลว่าเราตั้งใจจะเอาปริญญากลับบ้านกันทุกคนค่ะ แต่เมื่อเราได้มีโอกาสมาเรียนต่างประเทศแล้ว ก็อยากให้หาประสบการณ์และพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ทักษะการพูดเสนอผลงาน ซึ่งมันมากกว่าทักษะการพูดภาษาอังกฤษค่ะ เพราะรวมไปถึงทักษะการอธิบายเรื่องวิชาการที่ซับซ้อนให้ผู้ฟังในหลายๆ ระดับพื้นความรู้ได้เข้าใจ ทักษะการเรียบเรียงเนื้อหา (organization) การเตรียม presentation slides ให้น่าดู เป็นต้นค่ะ ซึ่งก็ต้องเรียนรู้การทำงานจากคนเก่งๆรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจารย์ นักวิจัยในแลบ เป็นต้น หรือจากการเข้าฟังสัมมนาในภาควิชา ในมหาวิทยาลัย หรือ ในที่ต่างๆ นอกจากการจดจำจากคนอื่น การฝึกหัดบ่อยๆ ก็สำคัญ เราก็ฝึกหัดได้โดยการพูดในระดับแลบ ระดับภาควิชา และระดับงานประชุมทางวิชาการค่ะ เราควรสมัครไปงานประชุม เพื่อไปเสนอผลงานของเรา หากอาจารย์ไม่มีทุนให้ไป เราก็ลองหาทุนเองได้ค่ะ ส่วนใหญ่ ทางมหาวิทยาลัย หรือ ภาควิชา จะมี Travel awards ที่ช่วยออกค่าเดินทางและค่าที่พักในการไปเสนอผลงานค่ะ ทักษะการพูดและการเขียนทางวิชาการก็สำคัญมาก หากเราไม่เก่งอันไหน ก็อยากแนะนำให้ฝึกบ่อยๆ ค่ะ บางทีเราก็ต้องกัดฟันฝึกไปบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่อยาก เพราะการฝึกบ่อยๆ เป็นอย่างเดียวที่ทำให้เราเก่งได้ในที่สุดค่ะ นอกจากนี้ บางทีเค้าก็จะมีการจัดอบรมด้านต่างๆ เช่น ทักษะการเขียน paper การจัดการห้องแลบ (laboratory management) เป็นต้น ก็ลองหาดูค่ะ ทักษะเหล่านี้ จำเป็นต้องเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการเรียนและการทำวิจัยของเราค่ะ
English คือทักษะการพูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ คนที่มาเรียนต่อที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ สิ่งจำเป็นก็คือต้องฝึกภาษาอังกฤษให้สื่อสารรู้เรื่องเพื่อการอยู่รอดได้ และเรียนให้รู้เรื่องเพี่อสอบผ่าน แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เราควรที่จะพูดให้เหมือนฝรั่งที่นี่ด้วย การพูดให้เหมือนฝรั่ง ก็ต้องมีทั้งด้านสำเนียง (accent) และสำนวน (idioms) การพูดให้เหมือน จริงๆสำคัญมากต่อทักษะการฟังนะคะ เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าคำนี้ออกเสียงอย่างไรให้ถูก แล้วเวลาฟังเค้าพูด เราก็ไม่รู้ว่าเค้าหมายถึงคำไหนค่ะ จอยจะชอบฝึกด้วยการดูข่าว หรือ ฟังข่าววิทยุบ่อยๆ โดยเลือกฟังจากผู้ประกาศข่าวที่เป็นคนเอเชียนอเมริกัน เพราะเวลาเค้าพูด เราจะเลียนเสียงได้ง่าย อันนี้คือที่ตัวเองสังเกตุมานะคะ ลองนำไปใช้ดูได้ค่ะ แล้วเราก็พยายามเลียนเสียงขึ้นลงตามเค้าไปด้วย ให้ทำคล้ายๆ ร้องคาราโอเกะ ประมาณนั้นค่ะ อีกอย่างคือการมีเพื่อนสนิทต่างชาติก็ช่วยได้มากค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอเมริกันก็ได้ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้บังคับตัวเองให้ได้พูดภาษาอังกฤษค่ะ
Experience คือ ประสบการณ์ที่ได้รับ อันนี้ก็รวมทั้งประสบการณ์ทางด้านวิชาการ และด้านการใช้ชีวิตและวัฒนธรรม ประสบการณ์ด้านวิชาการก็เช่น ถ้าเราเป็นสมาชิกของสมาคมทางวิชาชีพ (professional organization) เราก็ช่วยทำงานได้ เช่น เป็นคณะกรรมการพิจารณาทุนต่างๆ เป็นต้นค่ะ งานส่วนใหญ่เราทำได้ทางอีเมลล์ค่ะ ก็สะดวก ไม่เสียเวลามากอะไร แล้วเราก็ได้ประสบการณ์กลับมาด้วย อย่างพอจอยไปทำเป็นกรรมการคัดเลือกทุน จอยก็จะพอรู้ว่าเวลาเราสมัครทุน เราควรเน้นตรงไหนบ้าง หรือการเขียน recommendation letter ที่ดี ต้องเขียนอย่างไร เพราะจอยก็จะมีโอกาสเห็นจากที่เค้าสมัครมา ก็เป็นการเรียนรู้ไปด้วยค่ะ ส่วนประสบการณ์ด้านวํฒนธรรมและการใช้ชีวิตก็คร่าวๆ คือให้พยายามเรียนรู้วัฒนธรรมเค้ามา แล้วเราก็ได้เผยแผ่วัฒนธรรมของชาติเราไปด้วยค่ะ ก็อาจจะเริ่มจากการคบเพื่อนต่างชาติ บางมหาวิทยาลัยเค้าก็มีโครงการ host family ด้วย ก็คือเค้าจะจับคู่เรากับครอบครัวอเมริกัน บางทีไม่ต้องไปพักอาศัยอยู่กับเค้าก็ได้ แต่เวลามีงานเทศกาล เช่น คริสมาส หรือ Thanksgiving เค้าก็จะมาชวนเราไปร่วมด้วย เราก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมเค้าค่ะ
ตอบมายาวมากเลย เกรงว่าน้องๆ นักเรียนทุนจะเบื่อกันเสียก่อนค่ะ จริงๆ จอยก็พอรวบรวมเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเรียนต่อในต่างประเทศไว้บ้างค่ะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จำเพื่อนๆ พี่ๆ มาบ้าง หรือลองไปลองมาเองบ้างค่ะ ก็จะมีเช่น วิธีการจัดเก็บเปเปอร์ การพูดเสนอผลงาน การประชุมงานกับอาจารย์ การจัดการความเครียด เป็นต้น จุดประสงค์ที่เขียนขึ้นก็เพื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้บ้าง และจอยก็อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มเติมจากเพื่อนๆ น้องๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่า หรือมีเทคนิคที่แตกต่างออกไปด้วยค่ะ ก็ขอเชิญแวะชม เขียนคำถาม หรือ เสนอความคิดเห็นได้นะคะที่ www.drjoykwanrawee.bloggang.com ค่ะ และสุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ นักเรียนทุนทุกท่านในการเรียนปริญญาโทหรือเอก ให้สำเร็จโดยง่ายโดยเร็วนะคะ
ขอขอบคุณน้องจอยมากเลยครับที่นำเรื่องราวอันเป็นประโยชน์มาแบ่งปันกับผู้อ่านในครั้งนี้ เราเชื่อว่าเรื่องราวของเธอคงเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นแนวทางให้น้องๆ ได้บ้าง ความจริงเราคงต้องเรียกดร.จอย แล้ว แต่ด้วยความคุ้นเคยกันมานานตั้งแต่เมื่อเธอเริ่มมาศึกษาเมื่อปี 2001 เราก็จะขอเป็นพี่น้องกับดร.จอยต่อไปหละ คงไม่ว่ากันนะครับ ใครที่อยากจะคุยกับดร.จอยเป็นการส่วนตัวเพิ่มเติม หรือมีคำถามอื่นใดอีก เธอก็ได้ให้อีเมล์ไว้แล้ว ก็ไปคุยกันต่อได้เลยนะครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ