Personal tools
คุณอยู่ที่นี่: หน้าหลัก นักเรียนทุนและข้าราชการลาศึกษา สัมภาษณ์พิเศษ พี่สอนน้อง-เตรียมตัวก่อนเรียนจบ
สารบัญ
Thaischolar Email Log in
แจ้งจุดบกพร่องของเว็บไซต์
 

พี่สอนน้อง-เตรียมตัวก่อนเรียนจบ

Document Actions

พี่สอนน้อง เตรียมตัวก่อนเรียนจบ

วรวัฒน์ มีวาสนา

ทุน พสวท. ประเภท ตรี-โท-เอก ในสาขาฟิสิกส์

Email: worawat@gmail.com

 

น้องๆเมื่อเรียนจบแล้วจะไปทำงานอะไร ที่ไหนครับ นักเรียนทุนบางคนอาจมีคำตอบอยู่แล้ว ว่าจะต้องกลับไปทำงานที่ไหน สังกัดอะไร แต่สำหรับนักเรียนทุนบางคนก็อาจจะยังไม่ทราบเลยว่าจะทำงานที่ไหนดี กับงานกับใครดี หรือแม้แต่งานวิจัยที่ตนเองจะกลับไปทำที่ไทย ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำเรื่องอะไรดี คำถามที่ว่า “ทำอะไรดี”  “ทำกับใครดี” หรือ  “ทำที่ไหนดี” หากรอให้เรียนจบก่อน แล้วกลับไปตั้งหลักคิดก็อาจจะสายไปแล้ว ดังนั้นผมในฐานะนักเรียนทุนคนหนึ่งที่ใกล้จะเรียนจบแล้วก็เลยอยากจะเล่าประสบการณ์และความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะผู้ที่อยากทำงานวิจัยในไทย ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อรุ่นน้องนักเรียนทุนคนอื่นๆไม่มากก็น้อย

ทำอะไรดี ในขณะที่เรากำลังเรียนอยู่นี้ บางคนก็อาจจะชอบงานวิจัยที่เรากำลังทำอยู่ บางคนก็อาจจะไม่ชอบ อยากจะเปลี่ยนเรื่องทำเต็มที (แต่อย่างไรก็ต้องทำงานวิจัยที่ทำอยู่ให้เสร็จก่อนนะครับ เดี๋ยวจะเรียนไม่จบ) ทีนี้เมื่อเรากลับไปทำงานที่ไทย เราจะทำงานวิจัยเรื่องอะไรดี คำถามที่ต้องถามตัวเองก็คือ หากเราอยากทำเรื่องเดิม ที่ประเทศไทยมีทรัพยากรพอไหม ที่จะให้เราสามารถทำงานวิจัยต่อยอดจากเรื่องเดิมที่เราทำอยู่แล้วได้ หากเราสนใจงานวิจัยเรื่องใหม่ ลองคิดดูว่างานวิจัยนั้นมีใครที่ทำอยู่แล้วบ้าง ทั้งที่ไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้อย่าเพิ่งจำกัดไอเดียเพียงเพราะเงินทุนที่ดูจะมากเกินไปในการทำวิจัยเรื่องนั้นๆ บางครั้งถ้าเรามีไอเดียดีพอ การขอความร่วมมือกับกลุ่มวิจัยหรือองกรณ์ที่มีทรัพยากรที่พร้อมอยู่แล้วทั้งในไทย หรือ ต่างประเทศก็มีความเป็นไปได้  เช่น สถาบันวิจัยแห่งชาติต่างๆในอเมริกาก็เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกเขียนขอใช้บริการได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องมีสิบหรือร้อยล้านก็สามารถใช้เครื่องมือชั้นนำได้ถ้ามีไอเดียที่ดีพอ การที่เราได้พูดคุยกับอาจารย์/นักวิจัยและศึกษาในเรื่องเหล่านี้ (ทั้งความเป็นไปได้ในตัวงานวิจัยเอง และความเป็นไปได้ในเชิงเทคโนโลยี) ก่อนที่เราจะเรียนจบนั้นก็เปรียบได้กับการศึกษาเส้นทางก่อนขับรถออกต่างจังหวัด แต่ในที่นี้เป็นเส้นทางหลังเรียนจบในอนาคต

ทำกับใครดี ในอเมริกาแม้ทุนทำการวิจัยที่ค้อนข้างมากในแต่ละกลุ่มวิจัย  การร่วมมือระหว่างกลุ่มทั้งในและนอกสถาบันก็มีอยู่ทั่วไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัยให้ดียิ่งขึ้น ในประเทศไทยทรัพยากรการทำวิจัยนั้นมีค่อนข้างจำกัดกว่ามาก เพราะฉะนั้นการร่วมมือกันระหว่างบุคคลและการทำงานเป็นทีมเวิร์คยิ่งมีความสำคัญ ยิ่งเราทำให้เกิดความร่วมมือ ร่วมสมอง ช่วยคิด ช่วยวิจัย ผลที่เกิดก็ย่อมจะเป็นประโยชน์มากกว่าต่อสังคมส่วนรวม ดังนั้นเมื่อเราพอทราบว่าเราอยากทำงานวิจัยเรื่องอะไรแล้ว อีกขั้นหนึ่งที่เราควรคำนึงคือการหาความร่วมมือ หานักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว หรือมีความสนใจคล้ายกัน ซึ่งเราสามารถเลือกกลับไปทำงานในที่เดียวกับนักวิจัยท่านนั้น (หรือกลุ่มนั้น) แต่หากไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะต้องกลับไปทำงานที่อื่นที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้วแต่แรก หรืออาจเป็นเพราะข้อจำกัดของสถานที่ทำงาน ก็ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือการขอความร่วมมือในการทำงานวิจัย ซึ่งอาจออกมาในรูปงานวิจัยร่วมสองมหาวิทยาลัย เป็นต้น นอกจากนี้ การหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรทำก่อนที่จะกลับไทยตามที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้น

 ทำที่ไหนดี สำหรับนักเรียนทุนที่ยังไม่มีสังกัดเฉพาะเจาะจง หัวข้อสุดท้ายนี้เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เราต้องคำนึง หากเราเลือกได้ถูก และเหมาะสมกับเรา เหมือนได้เริ่มต้นดี ถ้าเปรียบกับวิ่งแข่งก็เหมือนออกตัวเร็วกว่าเพื่อน หากที่เลือกผิดหรือไม่เหมาะ สุดท้ายอาจจะต้องเปลี่ยนที่ เริ่มต้นใหม่ นอกจากต้องคำนึงถึงว่าอยากทำอะไรดี และทำกับใครดี ก็อยากให้คำนึงถึงสภาพอื่นๆ สภาพงานในแต่ละสถาบันนั้นก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน บางที่เน้นงานสอน บางที่เน้นงานวิจัย อัตราเงินเดือนก็มีความแตกต่างกันระหว่างนอกระบบและในระบบ ประเด็นแรกๆที่เราต้องคิดก็คือ อยากทำงานในกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด ซึ่งหากเลือกทำงานที่กรุงเทพฯ ก็มีข้อดีที่มีความพร้อมทางทรัพยากรเกี่ยวกับการทำงานโดยรวมแล้วดีกว่าจังหวัดอื่นแน่นอน แต่ก็อาจจะต้องคิดถึงค่ากินอยู่หรือเวลาในการเดินทางที่ต้องศูนย์เสียมากขึ้นไปเช่นกัน พี่ๆบางคน อยากทำวิจัยมากแต่ทำได้ไม่เต็มที่เพราะงานสอนที่แสนจะล้นมือ หรือ บางคนต้องเสียเวลามากกับการทำงานพิเศษเพราะเงินเดือนประจำไม่พอผ่อนบ้านหรือเลี้ยงลูก ในทางกลับกันในบางจังหวัด ก็อาจจะมีอัตราเงินเดือนที่สูงเทียบกับค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาเดินทาง แต่ก็อาจจะทำได้แต่งานสอนเพราะเงินทุนหรือทรัพยากรทำวิจัยแทบไม่มีเลย ถ้าเลือกได้ที่ที่ดีมากทั้งด้านงานและความเป็นอยู่ก็จะดียิ่ง แต่ถ้าไม่ได้ก็ควรชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีข้อเสียเหล่านี้ด้วย

ใน 3 ปีที่ผ่านมา เวลากลับไปเยี่ยมบ้านในกรุงเทพฯช่วงสั้นๆผมก็จะพยายามคุยกับรุ่นพี่และอาจารย์ท่านต่างๆเพื่อหาคำตอบเหล่านี้แต่ก็ยังติดอยู่กับคำถามสุดท้ายว่า ทำที่ไหนดี ถึงจะมีหลายสถาบันที่ดีๆในกรุงเทพฯที่ผมพอคุ้นเคยอยู่บ้างแล้ว แต่ก็ยังมีสถาบันที่น่าสนใจในต่างจังหวัดเช่นกันที่ยังไม่รู้จักดีนัก เมื่อต้นปีนี้ (2551) ผมจึงได้ออกเดินทางไปที่ประเทศไทยเป็นเวลา 3 เดือนเพื่อหาข้อมูลเพิ่ม (นึกภาพจอมยุทธออกท่องยุทธจักรนะครับ) ซึ่งในการลาไปครั้งนี้ผมได้ติดต่อกับทางต้นสังกัดทุน(สสวท) และสำนักผู้ดูแลนักเรียน เพื่อขออนุญาต ฝึกงานในไทย และที่สำคัญคืออาจารย์ที่ปรึกษาของผมซึ่งใจดีมากและอนุญาตให้กลับได้นานขนาดนี้(โดยไม่ไล่ผมออก) และในขณะที่อยู่ที่ประเทศไทยนั้น ผมได้หางานวิจัยที่พอจะทำได้ในเวลา3เดือน ที่ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ จ. นครราชสีมา ร่วมกับ ผศ. ประยูร ส่งสิริฤทธิกุลที่ให้การช่วยเหลือผมในหลายๆเรื่อง และก็ยังถือโอกาสไปร่วมงานสัมมนาทางฟิสิกส์ในระดับประเทศเพื่อดูบรรยากาศงานวิจัยในไทย  ในการไปครั้งนั้นสิ่งที่ผมดูหลักๆ เรื่องแรกก็คือ      ดูว่าหนึ่งผมพอจะเห็นแนวทางทำวิจัยที่โดยใช้ทรัพยากรที่นั่นได้หรือไม่ ส่วนที่เรื่องสองคือ ด้านของการเป็นอยู่  ดูว่าจะอยู่ได้อย่างมีความสุขหรือไม่

ในเรื่องงานวิจัย ผมอยากทำงานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียงกับที่ทำในอเมริกา ผมจึงเลือกไปดูที่ศูนย์ฯ นี้เพราะมีเครื่องแสงซินโคร-ตรอนซึ่งมีลักษณะที่คล้ายกันเพียงแต่เก่ากว่า ซึ่งผมก็รู้ว่าเครื่องที่ไทยนั้นไม่สามารถมาใช้ทำงานวิจัยแนวหน้าได้ดีเท่าอเมริกาแน่ แต่คำถามที่มีก็คือ มันสามารถใช้ได้กับงานวิจัยที่ดีรองมาขนาดไหน? รองมาในเกณฑ์ที่รับได้หรือไม่? คำถามเหล่านี้ยากที่จะตอบถ้าไม่ได้ไปลองลงมือใช้จริงๆ สภาพแวดล้อมการทำงานก็สำคัญ ดูว่าพอจะมีคนคุยด้วยได้ไหมถ้ามีปัญหา มีฝ่ายเทคนิคหรือฝ่ายช่างที่เราสามารถขอความช่วยเหลือได้ไหม และ เพราะงานวิจัยนั้นต้องการความกว้างขวางไม่จำกัดตัวเองอยู่ในสถาบันนั้นๆ สิ่งที่สำคัญที่ควรจะรู้อีกอย่างก็คือนโยบายเกี่ยวกับการขอไปดูงานหรือทำวิจัยในต่างประเทศ ถ้าการขอนั้นง่ายก็หมายความว่าเราอาจจะวางแผนกลับมาทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเก่าหรือคนรู้จักในต่างประเทศได้ ก็ จะได้รีบติดต่อไว้ตั้งแต่ตอนยังไม่กลับไทย  ในกรณีผม จากการที่ได้ลองไปทำวิจัยในไทยมา3เดือนก็ได้คำตอบเหล่านี้ที่พอใจและก็ได้ผลงานเล็กๆที่พอจะตีพิมพ์ได้กลับมาด้วย ส่วนเรื่องความเป็นอยู่นั้น ในส่วนตัว ผมไม่ค่อยมีปัญหามากอยู่แล้ว สิ่งที่จะติดอยู่ก็เป็นความเคยชินของการอยู่ในเมือง ไปอยู่แรกๆก็จะเหงามากเพราะไม่ค่อยมีอะไรทำ แต่พอมีคนรู้จักมากขึ้นก็รู้สึกดีขึ้น ส่วนการเดินทางนั้นค่อนข้างสะดวกถ้ามีรถ การเดินทางจะใช้เวลาแค่ประมาณ10นาทีในระยะสิบกว่าก.ม. ซึ่งถ้าเทียบกับกรุงเทพฯก็อาจจะประหยัดเวลาเดินทางได้เกือบ 2 ชม. ต่อวันหรือคิดแล้วเป็นเวลา 1 เดือนเต็มๆต่อปี แดดอาจจะค่อนข้างจ้าและร้อนแต่ก็เป็นอากาศที่สะอาด

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผมวางแผนอนาคตอย่างน้อยก็ 3-4 ปีข้างหน้าและรู้ว่าควรต้องทำอะไรบ้างในตอนนี้ สุดท้ายนี้ผมอยากเป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคนในการเรียนและการทำงานวิจัย และอยากสนับสนุนให้น้องๆมีการเตรียมตัวก่อนที่จะเรียนจบ โดยเฉพาะในสามหัวข้อที่ผมได้กล่าวมา เพื่อประโยชน์ต่อตัวของน้องๆเอง และประเทศชาติของเราเมื่อมองในภาพรวม

อ่านบทสัมภาษณ์ของน้องนนท์ได้ที่นี่

by Thitima last modified 2008-10-31 16:43

สงวนลิขสิทธิ์ Copyright, All rights reserved. © 2000-2010 by Office of Educational Affairs

1906 23rd Street, N.W., Washington D.C. 20008 Tel. (202)667-8010 Fax. (202)265-7239